ประเทศไทยใช้ แผงโซล่าเซลล์ Poly Crystaline ดีกว่า แผงโซล่าเซลล์ Mono Crystaline จริงเหรอ?
ในเทคโนโลยีแผงโซล่าเซลล์ในปัจจุบัน สิ่งที่นิยมเป็นอย่างมากคงหนีไม่พ้นแผงโซล่าเซลล์ที่ทำขึ้นจากซิลิคอน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ประสิทธิภาพสูงและใช้ได้ถึงระดับของอุตสาหกรรม หากท่านจะเลือกแผงเพื่อติดตั้งโซล่าเซลล์ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งที่บ้าน โรงงาน คาเฟ่ ออฟฟิศ หรือโรงแรมก็ตาม ทาง T-Solar Power แนะนำให้ใช้เป็นตัวของ Mono-Crystaline หรือ Poly-Crystaline เพราะจะยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นก้าวขึ้นมาแซงหน้าในเร็ววันนี้
อย่างไรก็ตามมีข่าวลือในวงการการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ว่าแผงโซล่าเซลล์แบบ Poly Crytaline มีประสิทธิภาพในไทยมากกว่าแผงแบบ Mono Crystaline เพราะแผงแบบ Mono Crystaline จะมีความไวกับแสงทำให้ทำงานได้ดีกว่าแผงแบบ Poly Crystaline ในช่วงเช้าและเย็น ในขณะที่แผงแบบ Poly Crystaline ทำงานได้ดีในช่วงเวลาแดดจัด
ในบทความนี้ T-Solar Power จะมาอธิบายข้อดีของแผงโซล่าเซลล์ระหว่าง 2 ชนิดนี้ให้ท่านได้เข้าใจมากขึ้น

Mono Crystaline
เป็นชนิดที่ทำมาจากซิลิคอนที่มีความบริสุทธ์สูง โดยเริ่มสร้างจากซิลิคอนทรงกระบอกซึ่งเกิดจากกระบวนการกวนซิลิคอนให้ผลึกเกาะกันที่แกนกลางทำให้เกิดทรงกระบอก หลังจากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นสี่เหลี่ยมและตัดมุมทั้งสี่ออก เพื่อให้เซลล์มีประสิทธิภาพสูงสุดและลดการใช้วัตถุดิบโมโนซิลิคอนลง
ข้อดีของ Mono Crystaline
- มีประสิทธิภาพสูงสุงเพราะผลิตมาจากซิลิคอนที่เกรดดีที่สุด
- มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด โดยเฉลี่ยน 25 ปีขึ้นไป
ข้อเสียของ Mono Crystaline
- มีราคาสูง
- หากมีความสกปรกหรือถูกบังแสงในบางส่วนของแผง อาจทำให้วงจรหรือ inverter ไหม้เสียหายได้ เนื่องจากภาวะเกิดโวลต์สูงเกินไปหรือ high over voltage
Poly Crystaline
ทำมาจากซิลิคอนทั่วไปเรียนว่าโพลีคริสตัลไลน์ ในกระบวณการผลิตจะนำเอาซิลิคอนเหลวมาเทใส่พิมพ์ที่เป็นสี่เหลี่ยม ก่อนที่จะนำมาตัดเป็นแผ่นบาง ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีการตัดมุมและสีของแผงจะเป็นสีน้ำเงิน
ข้อดีของ Poly Crystaline
- มีตอนกระบวนการผลิตที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ปริมาณซิลิคอนที่น้อยกว่า
- มีประสิทธิภาพในการใช้งานในที่อุณหภูมิสูงได้ดีกว่า ชนิดโมโนคริสตัลไลน์เล็กน้อย เพราะแผงโซล่าเซลล์จะมีการวัดค่าประสิทธิภาพการทำงานของแผงโซล่าแต่ละชนิด ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น การวัดประสิทธิภาพที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส
ตัวอย่างเช่น
ณ อุณหภูมิคงที่ 25 องศาเซลเซียส
- แผงโพลีคริสตัลไลน์ขนาด 100W สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 80% คือ 80W/ ชั่วโมง
- แผงโมโนคริสตัลไลน์ขนาด 100W สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 85% คือ 85W/ ชั่วโมง
ณ อุณหภูมิคงที่ 27 องศาเซลเซียส
- แผงโพลีคริสตัลไลน์ขนาด 100W สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 88% คือ 88W/ ชั่วโมง
- แผงโมโนคริสตัลไลน์ขนาด 100W สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 75% คือ 75W/ ชั่วโมง
ณ อุณหภูมิคงที่ 23 องศาฌซลเซียส
- แผงโพลีคริสตัลไลน์ขนาด 100W สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 75% คือ 75W /ชั่วโมง
- แผงโมโนคริสตัลไลน์ขนาด 100W สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 90% หรือ 90W /ชั่วโมง
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าแผงโซล่าเซลล์ทั้งสองชนิดสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าผันแปรตามอุณหภูมิ แต่แผงโพลีคริสตัลไลน์จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าในช่วงอุณหภูมิที่มากกว่า 25 องศาเซลเซียส ในทางกลับกันหากอุณหภูมิลดต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส โพลีคริสตัลไลน์จะมีความสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าโมโนคริสตัลไลน์
นี่คือเหตุผลว่าทำไมแผงโมโนคริสตัลไลน์เป็นที่นิยมอย่างมากในเขตประเทศเมืองหนาวอย่างโซนยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แต่สำหรับเมืองไทยที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 25 องศาเซลเซียสอยู่แล้วแผงโพลีคริสตัลไลน์จึงเป็นที่นิยมกว่าในการติดตั้งแผงผลิตกระแสไฟฟ้า
ทาง T-Solar Power หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมโพลีคริสตัลไลน์ถึงเป็นที่นิยมในไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ และทาง T-Solar Power ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คำปรึกษา และแนะแนวทางการติดตั้งโซล่าเซลล์ให้เหมาะสมกับสถานที่ของท่าน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงงานหรือออฟฟิศ ทางเราก็ยินดีให้บริการอย่างเต็มที่
ด้วยความห่วงใย
T-Solar Power Hatyai
บริษัทติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ภาคใต้ที่มีประสบการณ์อย่างยาวนาน




